ในอดีต ซามูไรได้รับการยอมรับว่าเป็นยอดนักรบอันดับต้น ๆ ของโลก

ยามที่ซามูไรเปลือยดาบออกจากฝัก ไม่เคยที่เลือดจะไม่อาบคมดาบ

ฝีมือดาบของซามูไรเป็นที่น่าเกรงขามยิ่งนัก แม้นักรบมองโกลของกุบไลข่านผู้เกรียงไกรที่ควบม้าตะลุยตีดินแดนต่าง ๆ จากยุโรปตะวันออกจนจรดประเทศจีนโดยไม่เคยมีชนชาติใดเอาชนะได้ ก็ยังมิอาจมีชัยเหนือนักรบญี่ปุ่น เมื่อครั้งส่งกองทัพเรือหมายจะข้ามทะเลมายึดเกาะญี่ปุ่น

กล่าวกันว่าสงครามครั้งนั้น กองทัพมองโกลพ่ายแพ้เพราะลมพายุกามิกาเซ่ที่พัดเรือทั้งกองทัพพังพินาศ และเหล่านักรบซามูไรจำนวนมากที่ยืนหยัดใช้ดาบสู้กับนักรบมองโกลบนชายฝั่ง อย่างทรหด

ฝีมือดาบของซามูไรสุดยอดเพียงใด ดาบของซามูไรก็ถือว่าเป็นดาบสุดยอดเพียงนั้น ทั้งรูปทรงและการใช้งาน

ทุกวันนี้นักรบซามูไรแห่งแดนอาทิตย์อุทัยกลายเป็นตำนานที่เล่าขานกันฟัง ขณะที่ดาบญี่ปุ่นยังเป็นยอดปรารถนาของบรรดานักสะสมทั่วโลก รวมทั้งคนไทยด้วย

ปัจจุบันดาบญี่ปุ่นที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นมีราคาแพงเกินกว่าที่บรรดาคนรัก ดาบทั่วไปจะหาซื้อได้ จึงมีผู้ผลิตดาบญี่ปุ่นรายใหม่ ๆ เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา จีน และยุโรป

ประเทศไทยเองก็มีผู้ผลิตดาบญี่ปุ่นเกิดขึ้นหลายราย แต่มีรายหนึ่งสามารถผลิตดาบจนตีตลาดไปถึงต่างประเทศ

ผู้ผลิตรายนี้ไม่เคยเป็นช่างตีดาบมาก่อน แต่เพราะความรักในดาบญี่ปุ่นตั้งแต่เด็ก ๆ ทำให้ในวันหนึ่งเขาคิดอยากผลิตดาบขึ้นเอง

Thaitsuki & Bushiblades คือผู้ผลิตดาบญี่ปุ่นเล็ก ๆ รายหนึ่งในเมืองไทย แต่สามารถสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก ในเรื่องของคุณภาพ การใช้งาน ความสวยงาม และลักษณะของดาบที่ถูกต้องตามแบบดาบญี่ปุ่นดั้งเดิม

 

 


ดาบญี่ปุ่นที่ผลิตเป็นดาบขนาดกลางที่เรียกกันว่า “คาตาน่า” มีความยาวของใบดาบ ๒๙ นิ้ว และด้ามดาบ ๑๑ นิ้ว

คุณสาธิต ศิวารัตน์ อาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผู้ก่อตั้ง Thaitsuki & Bushiblades ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เล่าถึงเบื้องหลังของการเป็นผู้ผลิตดาบญี่ปุ่นให้ฟังว่า

“ผมชอบสะสมดาบมาตั้งแต่เด็ก ๆ และศึกษารายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ มาตลอด ดาบญี่ปุ่นที่ผลิตในญี่ปุ่นผมก็ซื้อรุ่นที่ไม่แพงมาก แต่เป็นดาบสำหรับไว้ตั้งโชว์มากกว่า ไม่ใช่ดาบญี่ปุ่นที่ทำจากไฮคาร์บอนสตีลที่เป็นเหล็กกล้าสำหรับทำดาบมีคมใช้ งานจริงและถือเป็นอาวุธอย่างหนึ่ง เพราะญี่ปุ่นมีกฎหมายห้ามนำอาวุธออกนอกประเทศ ผมก็เลยฝันที่จะทำดาบญี่ปุ่นจริง ๆ ขึ้นเอง”

น่าแปลกที่คุณสาธิตเรียนจบปริญญาโททางด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์จากสถาบัน เทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตัวเขาไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับการตีดาบแต่อย่างใด หากวันหนึ่งความฝันของเขาก็เป็นจริงขึ้นมา

“มีอยู่วันหนึ่งผมสั่งซื้อดาบญี่ปุ่นมาเล่มหนึ่งทางอินเทอร์เน็ต เป็นดาบที่ผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็เอาไปให้พวกนักตีดาบตามต่างจังหวัดเขาตีดาบให้เรา แต่ออกมาแล้วมันใช้ไม่ได้ เพราะว่าช่างพวกนี้จะไม่ค่อยเก็บรายละเอียด ซึ่งจริง ๆ แล้วรายละเอียดต่าง ๆ ที่อยู่บนใบมีดเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่างเช่นสันกลางใบ ที่เรียกว่า “ชิโนจิ” มันต้องเป็นสันเหลี่ยมที่คมขึ้นมาเห็นเป็นมุมชัดเจน แต่เขาทำจนกลายเป็นหลังเต่าไปเลย มันก็ดูไม่มีอารมณ์แล้ว แม้กระทั่งเหลี่ยมปลายใบก็ทำไม่ได้ ผมให้ช่างเจียรตั้งนานก็ทำไม่ได้ ผมไปมาหลายรอบแต่ก็ไม่สำเร็จ จนกระทั่งวันหนึ่งผมเอาดาบญี่ปุ่นให้คุณอาที่เป็นเจ้าของโรงกลึงเหล็กดู พอดูเสร็จเขาบอกว่าเครื่องจักรในโรงกลึงก็สามารถดัดแปลงทำดาบได้ ผมเลยลองให้เขาถอดแบบดู จากนั้นผมก็ศึกษาอย่างละเอียด แล้วลองทำออกมาเป็นเล่มแรก แต่คุณภาพยังไม่ดี ต้องลองแล้วลองอีกหลายสิบเล่มจนเกือบถอดใจจะเลิกทำแล้ว แต่สุดท้ายก็พบความสำเร็จ”


คุณสาธิตนำเราไปชมวิธีการทำดาบญี่ปุ่น เริ่มจากการทำใบมีดโดยนำเหล็กมาตีขึ้นรูป เหล็กที่ใช้จะต้องเป็นเหล็กไฮคาร์บอนสตีล คือมีคาร์บอนสูง มีความแข็งแกร่งมาก และมีความยืดหยุ่น เหมาะที่จะทำเป็นมีด

“เมื่อได้เหล็กแล้วเราก็เอามาตีขึ้นรูปด้วยเครื่องจักร ระหว่างตีเราก็ต้องเผาไปด้วย สมัยก่อนเวลาตีดาบเขาจะใช้ค้อนตี แต่ของเราใช้ค้อนไฮโดรลิก ซึ่งก็ให้ผลเหมือนกัน แต่สามารถควบคุมคุณภาพได้ดีกว่า หลังจากนั้นเราจะเอาดาบมาทำการเจียรขึ้นรูป เมื่อเจียรขึ้นรูปเสร็จ ได้องค์ประกอบครบแล้วเราก็จะเอามาทำการดัดตามความโค้งของดาบ

การเจียรดาบเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะดาบญี่ปุ่นมีรายละเอียดมาก มีเหลี่ยมมีคมและความหนาแต่ละช่วงแตกต่างกันมาก ตั้งแต่เหลี่ยมปลายใบ สันกลางใบ สันด้านบนของใบ สันหลังใบ หรือลักษณะโค้งต่าง ๆ คุณสาธิตนำดาบเล่มหนึ่งมาให้เราสังเกต

“คุณลองดูด้วยตาเปล่า ตรงสันกลางใบดาบที่เรียกว่า ชิโนจิ กับส่วนหลังตรงนี้เรียกว่า ‘โมเนะ’ จะเห็นว่าความหนาเท่ากันใช่ไหม แต่จริงๆ แล้วไม่เท่ากัน เพราะเวลาใช้งานปลายดาบจะต้องบางกว่า ถ้าปลายหนักจะมีผลต่อการควบคุมทิศทางขณะใช้ เราก็เลยต้องทำให้ปลายดาบบางกว่าประมาณ ๑ มม. และสันกลางใบดาบหรือชิโนจิ จะต้องวิ่งไปชนกับส่วนปลายของดาบส่วนที่เรียกว่า ‘คิซากิ’ อันเป็นส่วนที่แหลมคมที่สุดที่แสดงความน่ากลัวของดาบญี่ปุ่น ทั้งสองส่วนจะมาเจอกันตรงเหลี่ยมคมปลายดาบจนเกิดเป็นเส้นตรงตั้งฉากที่เรียก ว่า ‘โยโกเตะ’ การเจียรดาบจะต้องเจียรให้องศาของเนื้อดาบพอเหมาะจนเกิดเป็นเส้นตรง ซึ่งทำยากมาก ถ้าเจียรไม่แม่นยำ เส้นนี้จะกลายเป็นเส้นโค้ง ทำให้ลักษณะของดาบญี่ปุ่นผิดเพี้ยนไปเลย

“และดาบญี่ปุ่นคุณจะเห็นร่องตรงใบมีด เวลาเสียบไปแล้วจะมีเลือดย้อนออกมา เวลาสวิงเวลาแกว่งจะมีเสียงฟึ่บของลมอันเป็นลักษณะเฉพาะของดาบญี่ปุ่น

“เมื่อเจียรดาบเสร็จแล้ว ดาบจะถูกส่งไปอบชุบ เราจะไม่ใช้วิธีการเผาไฟแล้วชุบน้ำเย็น เพราะมันจะเกิดความคลาดเคลื่อนในเรื่องอุณหภูมิกับตัวเหล็ก เมื่ออุณหภูมิไม่คงที่ความแข็งก็จะไม่คงที่ เราจึงใช้วิธีการอบชุบให้อุณหภูมิแต่ละที่เท่ากันหมด ทำให้เนื้อเหล็กแข็งเท่ากันตลอดทุกส่วน”

กรรมวิธีการอบชุบถือเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากที่สุด เพราะหากทำไม่ดีแล้ว ดาบเหล็กที่ออกมาอาจจะไม่แข็งพอ หรือแข็งเกินไปจนไม่สามารถดัดโค้งได้ เนื่องจากคุณลักษณะของดาบญี่ปุ่นจะต้องมีความแข็งนอกอ่อนใน สามารถโค้งงอได้ ในขั้นตอนนี้คุณสาธิตอธิบายเพิ่มเติมว่า

“ก่อนเอาดาบไปอบชุบเราจะทาส่วนผสม คือ ผงตะไบเหล็ก ปูนทนไฟ ผงคาร์บอน ลงไปในส่วนคมดาบ แล้วเอาเข้าเตาอบที่อุณหภูมิระหว่าง ๘๐๐-๑,๐๐๐ องศาเซลเซียสจนร้อนแดง ความร้อนจะทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนโมเลกุลกัน พวกคาร์บอนก็จะแทรกซึมไปในเนื้อดาบ ยิ่งคาร์บอนมากความแข็งก็ยิ่งมาก หลังจากนั้นเมื่อครบ ๒ ชั่วโมง เหล็กร้อนทั่วกันแล้วก็เอาออกมาชุบน้ำเย็น เพื่อให้มันมีความแข็งสม่ำเสมอ

“ขั้นตอนต่อมาคือการทดสอบว่าดาบเล่มนี้ต้องมีความอ่อน คือสปริงตัวคืนไหม ถ้าทดสอบแล้วมันสปริงตัวคืนก็ผ่าน แต่ถ้าไม่สปริงตัวคืนก็ต้องส่งกลับไปที่ขั้นตอนแรกใหม่ ถ้างอแล้วหักก็ต้องทิ้ง” คุณสาธิตพูดขึ้นขณะพาเราไปดูแผนกทดสอบการสปริงตัวของดาบที่ผ่านการอบชุบมา แล้ว โดยดาบที่ผ่านการทดสอบจะสปริงตัวกลับหลังจากการงอที่พิกัดไม่เกิน ๓๕ องศา

“ตอนทำดาบออกมาแรก ๆ เจ๊งไม่เป็นท่า ดาบของเราไม่แข็งจริง หักบ้าง พอลูกค้าเอาไปใช้งาน แทนที่สิ่งของที่ถูกฟันจะขาด มันก็ค้างไว้อยู่อย่างนั้น พองัดดาบก็งอ บางรายงัดดาบปุ๊บดาบหักทันที เพราะดาบของเรารุ่นแรก ๆ ไม่มีคุณสมบัติสปริงตัวได้ดี ดังนั้นกว่าเราจะพบวิธีทำดาบที่ถูกต้องก็หมดเงินไปมากทีเดียว”

เมื่อได้เนื้อดาบเหล็กกล้าตามแบบของดาบญี่ปุ่นแล้ว ก็จะถูกส่งมาประกบด้ามดาบที่ทำจากไม้เต็ง แล้วพันด้วยหนังปลากระเบนและไหมจากญี่ปุ่นอีกชั้นหนึ่ง

“ทุกอย่างจะต้องประกบกันสนิทเพราะดาบของเราลูกค้าซื้อไปใช้งานจริง ไปฝึกฟันดาบจริง ไม่ได้ซื้อเอาไปตั้งโชว์อย่างเดียว เวลาประกบด้ามกับตัวดาบเราจึงต้องฝังตะปูก่อน และอัดกาวเข้าไปด้วยเพื่อไม่ให้หลุดออกมาเวลาใช้งานจริง


“ส่วนฝักดาบทำจากไม้จำปาอบแห้ง เป็นไม้เนื้ออ่อน น้ำหนักเบา มีคุณสมบัติเหมือนไม้แมกโนเลียของญี่ปุ่น ตบแต่งด้วยเงินและไหมอย่างดีจากญี่ปุ่น”

ปัจจุบัน Thaitsuki & Bushiblades สามารถผลิตดาบออกจำหน่ายทั้งหมด ๑๐ รุ่น ผลิตได้เดือนละประมาณ ๑๐๐ เล่ม โดยมีตัวแทนจำหน่ายหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ออสเตรเลีย เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และอีกส่วนหนึ่งขายตรงผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยอาศัยความรู้ระดับปริญญาโทที่ร่ำเรียนมา

“ผมไม่อยากขายผ่านเอเย่นต์อย่างเดียว เพราะกลไกตลาดมันมีตัวกลางเยอะ ลูกค้าต้องรับสินค้าไปในราคาแพงมาก ซึ่งผมก็ไม่ค่อยสบายใจ แล้วการขายในราคาแพงขนาดนั้น ความคาดหวังของลูกค้าก็ต้องสูงมากเป็นธรรมดา”

หกปีที่เริ่มต้นผลิตดาบญี่ปุ่นจากความฝันในวัยเด็ก ทุกวันนี้คุณสาธิตสามารถผลิตดาบออกจำหน่ายมาแล้วทั้งหมดประมาณ ๒,๐๐๐ เล่ม โดยมียอดสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถึงเดือนละ ๒๐๐ เล่ม ด้วยคุณภาพที่ได้รับการกล่าวถึงจากลูกค้าชาวต่างชาติและราคาที่ค่อนข้าง ถูกกว่าผู้ผลิตรายอื่น แต่เขาตั้งใจว่าจะค่อย ๆ ทำเพื่อรักษาคุณภาพให้คงทนต่อไป ด้วยหวังว่าสักวันหนึ่งดาบ Thaitsuki จะสร้างชื่อให้คนต่างชาติได้รู้จักดาบญี่ปุ่นคุณภาพเมดอินไทยแลนด์บ้าง


“คุณรู้ไหม คำว่า Thaitsuki มาจากภาษาจีนว่า ‘ต้าทงเซิง’ แปลว่ากำเนิดที่ยิ่งใหญ่ เราก็หวังว่าสักวันหนึ่ง เราจะเป็นที่รู้จักบ้าง” คุณสาธิต นักธุรกิจรุ่นใหม่วัย ๒๙ ปีกล่าวทิ้งท้าย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. ๐๘๖-๓๑๒-๓๑๐๐
www.thaitsukisword.com, www.bushiblades.com

(บรรยายภาพ)
- คุณสาธิต ศิวารัตน์ ผู้ก่อตั้งบริษัทผลิตดาบญี่ปุ่น Thaitsuki & Bushiblades
- Thaitsuki มาจากภาษาจีน “ต้าทงเซิง” แปลว่า กำเนิดที่ยิ่งใหญ่
- ฝักดาบที่ยังไม่ได้เคลือบสี ทำจากไม้จำปาอบแห้ง
- การเจียรดาบด้วยเครื่องจักรทันสมัย เป็นขั้นตอนที่สำคัญเพราะดาบญี่ปุ่นมีรายละเอียดมาก
- ดาบญี่ปุ่นที่ผลิตเป็นดาบขนาดกลาง เรียกว่า “คาตาน่า”

edit @ 22 Dec 2011 10:44:39 by zamurai20359

Comment

Comment:

Tweet