คัทสุโมโต้ คือ ไซโก ซามูไรคนสุดท้าย
ตัวละครคัทสุโมโตนั้นถูกดัดแปลงมาจากต้นแบบคือ ไซโก ทาคาโมริ ผู้นำทางทหารแห่งแคว้นซัทสุมา หนึ่งในสามแคว้นใหญ่ โจชู-โทสะ-ซัทสุมา ที่เป็นแกนนำในการปฏิวัติสมัยเมย์จิ เปลี่ยนแปลงอำนาจการปกครองจากโชกุนตระกูลโตกุกาวา มาสู่จักรพรรดิซึ่งเคยเป็นเพียงสัญลักษณ์แห่งอำนาจในสมัยโตกุกาวาเท่านั้น

เมื่อการปฏิวัติประสบความสำเร็จ ไซโกจึงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการทหารประจำมิคาโดะ แต่ภายหลังเขาก็ขอลาออกเนื่องจากไซโกเป็นคนเสนอให้กองทัพทำการผนวกดินแดน เกาหลี เพราะเขาเห็นว่าเกาหลีนั้นมีศักยภาพซ่อนเร้นอยู่ เพียงแต่ชาติตะวันตกยังมองไม่ออกเท่านั้นเอง แต่ข้อเสนอของเขาได้รับการปฏิเสธจากสภาไดเอ็ท เข้าใจว่าสภาคงเห็นว่ากองทัพญี่ปุ่นยุคใหม่ยังไม่พร้อม เพราะพึ่งปฏิวัติเสร็จใหม่ๆ แต่อย่างไรก็ตามญี่ปุ่นก็ได้บรรลุแผนผนวกดินแดนเกาหลีในกาลต่อมา สมัยสงครามญี่ปุ่น-จีน (Nippon-Sino war) และเป็นต้นกำเนิดสงครามทางการฑูตที่ชิงไหวชิงพริบที่สุด ระหว่างจักรวรรดิ์ญี่ปุ่นและราชวงศ์ชิงผู้เป็นรัฐบาลของประเทศจีนในขณะนั้น และได้ถูกบันทึกไว้ในหนังสือชื่อ เคน-เคน-โรคุ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ญี่ปุ่นดูจะได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจแห่งเอเชียบูรพา เคียงคู่ประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ เยอรมนีฝรั่งเศษ รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา
อนุสรณ์สถาน ไซโกะ ทากาโมริ
แต่ในภายหลังไซโกก็ได้รวบรวมสมัครพรรคพวกทำการปฏิวัติรัฐบาลใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง

ไม่มีเหตุผลชัดเจนว่าเหตุใดไซโก ผู้ที่ทุกคนเห็นว่ามีความอ่อนน้อมถ่อมตนจะกล้ากระทำการดังนั้นอีกครั้ง แต่ก็มีเรื่องเล่าว่าเป็นเพราะเหล่าผู้สนับสนุนซึ่งเป็นซามูไรยุคเก่าเริ่ม เห็นว่าทหารสมัยใหม่ขาดจิตวิญญาณซามูไร จึงเสนอให้ไซโกทำการปฏิวัติ และไซโกก็ทำตามด้วยขัดลูกน้องไม่ได้ หรืออีกเหตุผลหนึ่งก็คงเป็นเพราะ คนระดับอดีตผู้บัญชาการทหารอยู่ดีๆ ก็ลาออกมาใช้ชีวิตสันโดษ ผู้ครองอำนาจในสภาไดเอ็ทคงเห็นเป็นหอกข้างแคร่ ต้องหาทางกำจัดให้ได้ไม่ช้าก็เร็ว ซึ่งไซโกก็มองออกและก็ชิงทำการปฏิวัติขึ้นมาจริงๆเสียเลย

ด้วยกำลังที่น้อยกว่า กองกำลังของไซโกจึงถูกทำลายอย่างรวดเร็ว ในที่สุดไซโกก็ทำพิธีเซ็ปปุกุ (การฆ่าตัวตาย) ด้วยการฮาราคีรี (คว้านท้อง) และให้คนสนิทของเขาตัดศีรษะถวายเป็นบรรณาการแด่จักรพรรดิ สมเกียรติยศเยี่ยงนักรบซามูไรผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต ไซโก
ทาคาโมริ จึงได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งซามูไรยุคใหม่ และเป็นตำนานของการต่อสู้เพื่อเกียรติ ศักดิ์ศรี และเป็นแบบอย่างของซามูไรอย่างแท้จริง

edit @ 22 Dec 2011 11:04:28 by zamurai20359

The Last Samurai

ปรัชญาและแนวคิดที่ซ่อนอยู่ในหนัง
หนังพยายามใส่ความคิดแบบญี่ปุ่นลงไปได้อย่างแนบเนียน เช่นความคิดเกี่ยวกับ "กิริ" (หน้าที่) และ "นินโจ" (ส่วนตัว) กิริหรือ หน้าที่ทางศีลธรรมที่ตนเองจะต้องปฏิบัติต่อผู้อื่นในสังคม ไม่ว่าผู้นั้นจะมีความสัมพันธ์กับตนเองแบบใด หากเกิดขัดแย้งกับ นินโจ หรือความรักที่มีต่อตนเองและครอบ-ครัว ชาวญี่ปุ่นจะให้ความสำคัญต่อหน้าที่มากกว่าดังนั้น ทากะ (โคยูกิ) แม้จะโกรธแค้น อัลเกร็น (ทอม ครู๊ซ) ที่เป็นศัตรูผู้ที่ทำให้สามีของเธอต้องตาย แต่ก็จำต้องยอมทำหน้าที่ที่พี่ชายมอบหมายก็คือ การดูแลเขาให้หายจากการบาดเจ็บ

เซพพุกุ คือคำที่สุภาพในการเรียกพิธีคว้านท้อง หรือ "ฮาราคิรี" เพราะจริงแล้วคำนี้เป็นภาษาหยาบ ตามความเชื่อที่ว่าการฆ่าตัวตายเป็นการตายที่สมเกียรติ และจะได้รับใช้พระพุทธองค์ เพราะฉะนั้นซามูไรทุกคนจึงต้องไม่กลัวความตาย สิ่งที่เห็นในหนังจึงมีแต่ซามูไรที่เดินไปหาความตายโดยไม่เกรงกลัว และพิธีคว้านท้องซึ่งการมีประจักษ์พยานเป็นคนตัดคอให้ถือเป็นพิธีที่สม เกียรติ

วิถีซามูไร หรือ "บูชิโด" ซึ่งหมายถึง จรรยาบรรณที่นักดาบหรือซามูไรต้องยึดปฎิบัติ บูชิโด จึงมาจากคำว่า Bushi (นักรับ) รวมกับ Budo (วิถีแห่งศึก)


กฎของซามูไร


1. ซามูไรทุกคนจะต้องเป็นผู้อยู่ในสังกัดของเจ้านายในระบบศักดินา และจะต้องมีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีต่อเจ้านายอย่างมั่นคง ซามูไรที่ดีนั้นจะต้องรำลึกอยู่เสมอ และหาทางตอบแทนบุญคุณให้ได้ ถือว่าเป็นความดีสูงสุด ไม่เพียงแต่เจ้านายเหนือหัวเท่านั้น แต่รวมไปถึงบุคคลทั้งหลายที่มีบุญคุณ

เหล่าซามูไรนั้น จะต้องคำนึงถึงพันธะหน้าที่เป็นสำคัญ ถึงแม้นว่าจะไม่เต็มใจ เพราะอาจเป็นเหตุที่ทำให้ตนต้องทอดทิ้งบิดา มารดา บุตร และภรรยาก็ตามแต่ เพื่อรักษาหน้าที่ของตน ที่มีต่อเจ้านายก่อน และครอบครัวของซามูไรทุกคนจะต้องยินดี และสนับสนุนการกระทำของพวกเขาด้วย จึงจะได้รับยกย่องอย่างสูงจากสังคม

2. ซามูไรจะต้องเป็นผู้มีความกล้าหาญไม่เกรงกลัวความตาย และสามารถเผชิญกับความตายได้ทุกเมื่อ เพราะถูกสอนว่า ชีวิตเป็นสิ่งไม่เที่ยง และไม่มีตัวตนแท้จริงที่ถาวร ชีวิตทุกชีวิตเกิดมาเพื่อใช้กรรม เวลามีชีวิตอยู่จะต้องดำเนินชีวิต และปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้องและครบถ้วน โดยไม่หวั่นไหวกับความตาย 3. ซามูไรจะต้องเป็นผู้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี ยอมตายเพื่อรักษาเกียรติ ดีกว่าอยู่อย่างไร้เกียรติ


4. ซามูไรจะต้องมีความสุภาพอ่อนน้อมถ่อมตนต่อเจ้านาย ซึ่งคำสอนในข้อนี้แสดงให้เห็นถึง อิทธิพลทางความคิดของลัทธิขงจื๊อในเรื่องของระเบียบวินัย และความจงรักภักดี

5. ซามูไรจะต้องเป็นผู้มีความเที่ยงธรรม และช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก มีเมตตาจิต และรักความยุติธรรม ไม่นิ่งดูดาย เมื่อเห็นคนตกทุกข์ได้ยาก ต้องรีบช่วยเหลือ

วิวัฒนาการดาบญี่ปุ่น

posted on 22 Dec 2011 10:48 by note5423010071
    วิวัฒนาการดาบญี่ปุ่น
 
ดาบญี่ปุ่นในยุคต้นได้รับอิทธิพลและการรับเทคโนโลยีการผลิตจากจีนโดยส่ง ผ่านทางเกาหลี ช่างในยุคแรกมักเป็นชาวจีนและเกาหลี ที่เข้าไปตั้งรกรากจากการทูต โดยรูปแบบในยุคแรก เป็นรูปแบบดาบเดิมๆที่ชาวจีน-เกาหลี นิยมใช้กันในยุคนั้นดังภาพในยุคนั้น เรียกยุคของดาบว่า ชูคุโตะ ครับ.

ในยุคต่อมาจึงได้วิวัฒนาการดังภาพด้านล่าง จะสังเกตได้ว่า สมัยเฮอัน 平安- คะมะคุระ 鎌倉 –นันโบคุโชว 南北著  จะเริ่มใช้ดาบคมเดียวเล่มยาวที่เรียกว่า ทาชิ กันแล้ว หลังจากนั้น เข้าสู่ยุค มูโรมาชิ 室町 – โมโมยามะ 桃山 – เอโดะ 江戸จะเป็นดาบ คะตะนะ.

ภาพด้านล่างเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างดาบชนิดต่าง คือ จากขวาไปซ้าย
1.太刀 ทาชิ
2.刀 คะตะนะ
3.短刀 ตันโตะ
4.剣 เคน
5.薙刀 นากินาตะ

รูปทรงของดาบญี่ปุ่นดาบญี่ปุ่นที่มีวิวัฒนาการมาแต่โบราณนั้น มีรูปทรงต่างๆกันมากมาย ที่พบบ่อยในอาวุธชนิดต่างๆมีดังนี้

ฮิระซุคุริ 平逗り: พบได้บ่อยใน ตันโตะ และ วิกิซาชิ ในบางครั้งจะพบได้ใน คะตะนะจากบางสำนักโรงตีในยุค ต้นเฮอัน แต่พบเห็นได้น้อย.

คิริฮะซุคุริ 切刃逗り : เป็นรูปแบบใบดาบยุคโบราณที่พบได้ตอนยุคต้น เฮอัน ใบดาบมีสันชิโนกิที่ต่ำใกล้คมดาบ คมดาบและสันดาบตั้งสัน สมมตราได้รูปสามเหลี่ยม.

คะตะคิริฮะ ซุคุริ 方切刃逗り : เป็นใบดาบที่มีรูปแบบ อสมมตราคือ ใบด้านหนึ่งมีรูปทรงแบบ ฮิระซุคุริ และอีกด้านเป็นรูปแบบ คิริฮะซุคุริ เกิดขึ้นและนิยมในสมัย คะมะคุระ 鎌倉(1288-1334) และเสื่อมความนิยมลงไปในยุคนั้นเอง และกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในสมัย เอโดะ 江戸(1596-1643 & 1781-1864)

โมโรฮะ ซุคุริ両刃逗り : เป็นรูปแบบใบดาบที่มีคมสองข้าง นิยมใช้ในมีดสั้นตันโตะ ที่ยุดกลาง มูโรมาชิ 室町(1467) ในบางครั้งจะพบใบมีความโค้งด้วยนอกเหนือจากใบตรง.

ชิโนกิ ซุคุริ 鎬逗り : เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุดในดาบยาว เริ่มตั้งแต่สมัยเฮอันจวบจนปัจจุบัน เป็นรูปแบบดาบที่มีเส้นสันกลางใบ (ชิโนกิ)  กลางใบดาบยาวตลอดไปตัด ที่ปลายดาบกับเส้นเหลี่ยมมุม (โยโคเตะ) และมีสันดาบ(มูเนะ)ในรูปแบบต่างๆ พร้อมกับโค้งสันดาบ(ซอริ) ชัดเจน และบ่อยครั้งจะพบการไสร่องแบบต่างๆขนาดไปกับสัน (ชิโนกิ)ด้านบนตัวดาบ.

โชบุ ซุคุริ 初部逗り  :  เป็นรูปแบบใบที่เหมือน ชิโนกิ ซุคุริ แต่จะแตกต่างเล็กน้อยตรงช่วงปลายดาบที่ โชบุ ซุคุริ จะไม่มีสันเหลี่ยมมุม โยโคเตะ ที่ปลายดาบ ทำให้สามารถเดินสัน ชิโนกิได้ยาวตลอดจบที่ปลายใบ รูปแบบนี้เกิดขึ้นในสมัย มูโรมาชิ 室町 และพบได้บ่อยในสมัยหลังโดยมากจะใช้ในดาบวากิซากิ และ ตันโตะ

คิสสะกิ โมโรฮะ ซุคุริ หรือ โคกะระสุมารุ ซุคุริ 小烏丸逗り
เป็นรูปแบบใบดาบที่เก่าแก่มากในยุคที่ดาบสองคมกำลังจะหมดความนิยม จึงเกิดดาบที่มีสองคมครึ่งในสมัย นาระ 奈良時代(708-781) ใบดาบจะมีช่วงสองคม โดยคมที่สัน มูเนะจะมีความยาวของคม ไม่เกินหนึ่งในสามของสันดาบ พบในดาบทาชิ บ่อยครั้งที่นิยมเรียกตามอะมะคุนิกล่าว “โคกะระสุมารู” ซึ่งแปลว่านกอีกาตัวน้อย ด้วยเหตุที่ปลายดาบเหมือนปากอีกานั้นเอง ในคะตะนะที่ทำรูปแบบคล้ายคลึงกันคือมีสองคมจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันเล็ก น้อย จะเรียกว่า นากามากิ นาโอชิ 長巻直し.

งานย้อนยุคโดย กัสซัน ซาดาอิชิ

คันมูริ โอโตชิ ซุคุริ 冠歳逗り : ใบรูปแบบนี้พบได้บ่อยในดาบหรือมีดที่ สืบทอดรูปแบบการตีของแคว้นยามะโต้ (ยามะโต้ แด็ง) หรือสำนักที่สืบทอดรูปแบบของ ยามะโต้ แด็ง นิยมผลิตกันในยุค คะมะคุระ 鎌倉.

อูโนะ คุบิ ซุคุริ 宇野頚逗り  :  เป็นใบดาบรูปทรงเหมือนคอกาน้ำ จะคล้ายกับใบดาบแบบ คันมูริ โอโตชิ ซุคุริ 冠歳逗りแต่จะต่างกันที่ สันมูเนะจะบีบเว้าคอด เมื่อดูที่มุมมองด้านบน และใบดาบแบบนี้จะมี โยโคเตะ แต่ คันมูริ โอโตชิ ไม่มี โยโคเตะ.

โอะโซระคุ ซุคุริ 恐洛逗り : เป็นรุปแบบที่พบได้น้อย โดยมากนิยมใช้ในตันโตะ ออกแบบโดย ชิมาดะ ซุเคะมูเนะ ด้วยปลาย คิสซะกิ ที่ยาวทำให้ได้ใบที่ส่วนปลายบางเฉียบ ให้การตัดปาดค่อนข้างดี เริ่มต้นใช้ในช่วงปลายของ ยุค มูโรมาชิ 室町.

รูปแบบความโค้งของสันดาบ ซอริ 反り

ความโค้งของสันดาบที่เรียกว่า ซอริ นั้นเป็นความโค้งที่เกิดจากการชุบแข็งโลหะเกิดแรงตึงตัวในอุณหภูมิที่ต่าง กัน ทำให้ดาบแอ่นโค้ง จากนั้นช่างจะทำการดัดแต่โค้งด้วยก้อนทองแดงร้อน เฉพาะจุดต่างๆตามความต้องการของช่าง ซอริ โดยทั่วไปในดาบญี่ปุ่นนั้นมีดังนี้

โคชิ ซอริ หรือ บิเซน ซอริ備前反り
โคชิ มีความหมายว่า เอวหรือสะโพก ในนัยยะนี้ก็คือความโค้งที่ได้รูปเหมือนความโค้งของสะโพก โดย มีอีกชื่อหนึ่งว่า บิเซนซอริ ด้วยเหตุที่ว่า สำนักตีดาบเก่าแก่ที่สืบทอดการตีดาบในรูปแบบ บิเซน แด็ง จะผลิตดาบของตนโดยมากจะเลือกใช้ ทรงโค้งแบบนี้ จนเป็นเอกลักษณ์  ความโค้งของ โคชิซอริ นี้สังเกตได้จุดที่ ซอริอยู่ลึกที่สุด หรือ จุดที่โค้งที่สุด จะค่อนมาทางพื้นที่ส่วนท้ายของดาบ ในบริเวณใกล้กั่นดาบ.

โทริอิ ซอริ หรือ เคียว ซอริ 鳥居反り,居反り
โทริอิ และ เคียว ซอริ เป็นโค้งที่มีลักษณะเหมือน ประตูทางเข้าของศาลเจ้าในศาสนาชินโตของญี่ปุ่น ที่เรียกประตูนี้ว่า โทริอิ โปรดระวังอย่าออกเสียงขาดตัว “อิ” เพราะจะกลายเป็น โทริ ที่มีความหมายว่า ไก่ ครับส่วนคำว่า เคียว 京หมายความว่าเมืองหลวง เป็นชื่อเรียกอีกนามของแคว้น ยามะชิโร 山城国 ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงเก่าที่กินพื้นที่จังหวัดเกียวโต 京都อันเป็นเมืองหลวงหลักในสมัยต่อมา โดย โทริอิ ซอรินี้ มีจุดโค้งที่ลึกที่สุดจะอยู่ กึ่งกลางของใบดาบทั้งหมดพอดี ซอริแบบนี้ สามารถพบได้แพร่หลายทั่วไป ในรูปแบบของสำนักตีดาบต่างๆ

ซากิ ซอริ 先反り
ซากิ ซอริ จากคำว่า “ซากิ” มีความหมายว่า ส่วนปลาย หรือ ส่วนบน อันเป็นลักษณะความโค้งในทางตรงกันข้ามกับ บิเซ็น ซอริ ที่จะโค้งด้านท้าย  ซากิ ซอริ นั้น จะมีส่วนลึกของสันดาบค่อนไปทางพื้นที่ด้านหน้าของดาบ หรือโค้งแอ่นไปทางพื้นที่ส่วนหน้าของไปทางปลายดาบ นิยมผลิตจากสำนักตีต่างๆในสมัย มูโรมาชิ 室町 และหลังจากนั้นยังพบได้บ่อย ในการผลิต ง้าว นากินาตะ 薙刀.

อุชิ ซอริ หรือ ทะเคะโนะโคะ ซอริ 家反り
อุชิ มีความหมายว่า ด้านในหรือโค้งกลับ และ ทะเคะโนะโคะ มีความหมายถึงไผ่ปล้องสั้น โดยมากพบในมีดสั้นประเภท ตันโตะ.

มู ซอริ หรือ ชูคัง ซอริ
“มู 無” มีความหมายว่า ว่างเปล่า หรือ ไม่มี อันหมายถึง ดาบที่ไม่มี ความโค้งของสันดาบโดบมากจะพบในดาบยุคเก่า สมัยนาระ奈良時代ขึ้นไป ไม่ว่าจะเป็นดาบคมเดียว หรือสองคมที่ คนญี่ปุ่นเรียกว่า เคน 剣 ดาบพวกนี้ จะมีลักษณะตรงตลอดใบไม่มีโค้งแต่ประการใด.

รูปทรงปลายดาบ

ดาบญี่ปุ่นที่ตีจากหลายหลายสำนัก หลากหลายลักษณะ(แด็ง) จะมีความแตกต่างในรูปทรงปลายดาบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะในแต่ละสำนักนัก หรือ ในแต่ละช่างผู้ที่รังสรรค์ผลงาน โดยรูปทรงปลายดาบในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “คิสซะกิ” ที่แบ่งจำแนกมีรูปทรงที่นิยมใช้กันมีดังนี้

โคะ คิสซะกิ 小切先
โคะ小 มีความหมายว่า เล็ก,น้อย เป็นรูปแบบที่ปลายดาบมี ช่วงความยาวจากปลายสู่ เส้นโยโคะเตะ สั้น พบได้มากในดาบ ทาชิ สมัยต้นคะมะคูระ.

ชู คิสซะกิ 中切先
ชู 中 มีความหมายว่า กลาง หรือ ขนาดกลาง เป็นรูปแบบ คิสซะกิที่เริ่มใช้ตั้งแต่ ยุคกลาง คะมะคุระ จนปัจจุบัน และเป็นรูปแบบที่สวยงามนิยมใช้ และพบได้บ่อยในดาบที่มีรูปทรงแบบ ชิโนกิ ทั่วไป.

โอะ คิสซะกิ 大切先
โอะ 大 มีความหมายตรงตัวว่า ใหญ่ เป็นรูปแบบที่พบได้ไม่ค่อยบ่อยนัก โดยมากใน คะตะนะ และ ทาชิ ปลายดาบที่เรียวยาวมีพื้นที่มาก ทำให้ดูปลายดาบจะแหลมมาก เป็นรูปแบบที่ส่วนงาม พบได้ทุกยุคสมัย.

อิคุบิ คิสซะกิ猪首切先
อิคุบิ猪首มีความหมายว่า คอหมู ซึ่งเป็นคำเปรียบเปรยในคิสซะกิ ชนิดนี้ที่มีปลายพื้นที่สั้นมู่ทู่ พบได้ไม่บ่อยนักและไม่เป็นที่นิยม.

อิคะริ คิสซะกิ怒切先
อิคะริ คิสซะกิ เป็นรูปแบบที่สุดปลายใบดาบจะทำมุมเชิดยกสูงขึ้นโดยมากจะพบในอาวุธจำพวก ง้าว นากินะตะ

คะมะสุ คิสซะกิかます切先
คะมะสุ คิสซะกิ เป็นการเรียกชื่อเลียนแบบปลาคะมะสุ ซึ่งเป็นปลาชนิดหนึ่งในญี่ปุ่น ที่หัวปลามีลักษณะปลายแหลมตัดตรง รูปแบบคิสซะกิทรงนี้จะไม่มีส่วนเว้าโค้งที่พื้นที่ด้านหน้าแต่จะตัดตรงเป็น เหลี่ยมตัดฉาก.

สันดาบ มูเนะ棟
สันดาบที่เรียกว่า มูเนะ นั้นมีหลากหลายชนิดตามรูปแบบของ สำนักและช่างตี โดยสันดาบที่พบได้บ่อยจะจำแนกได้ดังนี้

ฮิโรอิ มูเนะ広棟 : แถวบนสุดอันดับแรกจากซ้ายเป็น รูปแบบสันดาบที่มีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่ว เหมือนหลังจากดังภาพจะเป็น ชู ฮิโรอิ 中広い คือมีความสูงของสันระดับปานกลางพบได้บ่อยและแพร่หลายมากที่สุดในดาบทุกขนาด.

ฮิโรอิ ทะคะชิ มูเนะ 広高し棟 : แถวบนสุดอันดับที่สอง รูปแบบสันดาบที่มีลักษณะสามเหลี่ยมหน้าจั่วทรงสูง มีความสูงของสันดาบค่อนข้างมากพบได้เปราะปรายในดาบขนาด กลางและขนาดสั้น.

ฮิโรอิ ฮิคุชิ มูเนะ 広低し棟 : แถวบนสุดลำดับที่สาม รูปแบบสันดาบที่มีลักษณะสามเหลี่ยมทรงป้านเตี้ย มีความสูงสันค่อนเตี้ย พบได้บ่อยในดาบทุกขนาด

ฮิรา มูเนะ หรือ คะคุ มูเนะ平棟,各棟 : แถวล่างลำดับแรก รูปแบบสันดาบที่มีลักษณะตัดเรียบตรงทั้งใบพบมากในมีดสั้นตันโตะ และ วากิซาชิ ในดาบยาวจะพบในดาบยุค ชูโคโตะ ที่เป็นดาบที่รับอิทธิพลจากจีน ที่ทรงใบแบบ ฮิระ ซุคุริ แต่เสือมความนิยมไปในต้นยุค เฮอัน 平安時代.

ชินโนะ มูเนะ หรือ มิตซึ มูเนะ新の棟,三つ棟 :  แถวล่างลำดับที่สอง รูปแบบสันดาบที่มีลักษณะปาดเหลี่ยมสามด้านในแนวยาวตลอดใบดาบ พบได้ในดาบยาวในบางสำนักตี มีให้เห็นได้ในดาบทุกยุคสมัย แต่จำนวนยังน้อยเมื่อเทียบความถี่ในการพบ ของ ฮิโรอิ มูเนะ.

มารุ มูเนะ หรือ โซโนะ มารุ มูเนะ 丸棟,其の丸棟 : แถวล่างลำดับสุดท้าย รูปแบบสันดาบที่มีลักษณะโค้งมนกลมยาวตลอดใบ พบได้ในบ่อยในดาบสั้นตันโตะ.